WHO ยก ‘สวนลุม’ พื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย

สวนลุม พื้นที่สีเขียวสาธารณะที่ผู้แทนองค์การอนามัยโลก(WHO) หยิบยกให้เป็นตัวอย่างพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่น่าสนใจ
เมื่อวันที่ 23-25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมหารือระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิจาก 7 ประเทศภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หัวข้อแผนปฏิบัติการโลกด้านกิจกรรมทางกาย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับองค์การอนามัยโลกโดยมีผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก
และผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการในการขับเคลื่อนจาก 7 ประเทศสมาชิกประกอบด้วย ติมอร์-เลสเต ไทยบังกลาเทศ ศรีลังกา มัลดีฟส์ อินเดีย อินโดนีเซียเข้าร่วม เพื่อระดมความเห็นแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรมในแต่ละภูมิภาค ที่โรงแรมเอทัส สาธร กรุงเทพฯ
นพ.แดเนียล เคอร์เตส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สะท้อนว่า ขอชื่นชมประเทศไทย โดย สสส.และกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่กระตุ้นและประสานให้เกิดกิจกรรมทางกาย สำหรับคนไทยและขับเคลื่อนงานสู่เวทีโลก ซึ่งการส่งเสริมกิจกรรมทางกายไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยบนท้องถนน การเพิ่มพื้นที่นันทนาการ การวางแผนจัดการความเป็นเมืองและการศึกษาโจทย์ที่ท้าทายคือ กลุ่มประชากรวัยรุ่นทั่วโลกทั้งในกลุ่มประเทศร่ำรวยและระดับปานกลาง เป็นกลุ่มสำคัญที่ยังมีกิจกรรมทางกายน้อยกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับกลุ่มวัยรุ่น สาเหตุหลักๆ คือพฤติกรรมเนือยนิ่ง วัฒนธรรมมือถือซึ่งส่งผลกระทบต่อการมีสุขภาวะที่ดี
ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างสวนลุมพินีเป็นพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลายของผู้ที่ใส่ใจสุขภาพทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งตัวเองก็ยังมีโอกาสวิ่งที่นี่เป็นประจำ
“สวนลุมเป็นตัวอย่างของการจัดการพื้นที่สีเขียวที่ดี และควรได้รับการขยายไปทุกจุดในพื้นที่เมืองเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายกิจกรรมทางกายเพื่อครอบคลุมงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เลนสำหรับผู้ขี่จักรยานและการพัฒนาทางเท้าที่เอื้อกับการเดินให้เพิ่มขึ้น” ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยกล่าว
พื้นที่สวนสาธารณะที่ชวนให้หลากหลายกลุ่มอายุได้มาขยับ ไม่ว่าจะเป็นจุดแอโรบิก ไทเก๊ก โยคะ จักรยาน วิ่ง ฯลฯ กิจกรรมทางกายเหล่านี้สร้างสีสันให้กับสวนเขียวกลางเมืองและนับวันจะได้รับความนิยมมากขึ้นทุกเพศทุกวัย กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนหากแต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้และความตั้งใจของชุมชนที่ต้องการมีสุขภาพดีและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นประโยชน์ของชุมชน
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีสุขภาวะ สสส. แบ่งปันประสบการณ์ กับประเทศสมาชิก WHO ในภูมิภาคว่า ผลการขับเคลื่อนกิจกรรมทางกายในประเทศไทยที่เป็นรูปธรรม โดยสามารถเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมจาก 66.3% ในปี 2555 เป็น 71.7% ในปี 2558 และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มถึง 80% ในอีก 3 ปีข้างหน้า เป้าหมายนี้รวมถึงจำนวนประชากรไทยที่มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง กระฉับกระเฉง (Active Lifestyle) เช่น นักวิ่ง นักปั่น เพิ่มขึ้นจาก 5 ล้านคนเป็น 12 ล้านคนตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีสุขภาวะ สสส. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในการประชุมนานาชาติว่าด้วยกิจกรรมทางกายและสุขภาพ ครั้งที่ 6 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพโดยมีการประกาศปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยกิจกรรมทางกายเพื่อสุขภาพโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนในระดับนโยบาย โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ข้าราชการกว่า 2.2 ล้านคนต้องมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และเป็นผู้นำการออกกำลังกายในทุกวันพุธจนเกิดกระแสกิจกรรมทางกายในสังคมไทย
ศ.ดร.ฟิโอนา บูล ผู้จัดการโครงการเฝ้าระวังและการป้องกันกลุ่มประชากร องค์การอนามัยโลก สำนักงานใหญ่กรุงเจนีวา กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมเนือยนิ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลและคล้ายคลึงกันในทุกประเทศ ถ้าไม่ทำอะไรจะกลายเป็นภาระมหาศาลของทุกประเทศ ซึ่งข้อเสนอความเห็นที่ได้จากภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะทำงานขององค์การอนามัยโลกจะรับฟังแนวคิดและข้อเสนอจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคอื่นๆ ก่อนนำเสนอแผนปฏิบัติการสากลต่อที่ประชุมเวทีสมัชชาอนามัยโลก เพื่อรับมติในเดือนพฤษภาคม 2561 ต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.